แชร์

โรคภูมิแพ้ในสัตว์เลี้ยงและการตรวจหาสารก่อภูมิแพ้จากตัวอย่างเลือด

อัพเดทล่าสุด: 15 ก.ค. 2026
17 ผู้เข้าชม

โรคภูมิแพ้ในสัตว์เลี้ยงและการตรวจหาสารก่อภูมิแพ้จากตัวอย่างเลือด

บทนํา

          โรคภูมิแพ้เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของอาการคันและปัญหาทางผิวหนังในสุนัขและแมวทั่วโลก โรคภูมิแพ้ผิวหนังในสุนัขซึ่งประกอบด้วย canine atopic dermatitis (CAD) และปฏิกิริยาภูมิไวต่อแมลงหรืออาหาร พบได้บ่อย โดยการศึกษาทางระบาดวิทยาระบุว่าประมาณ 3–15 % ของสุนัขมีโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ (Reedy & Miller, 1989) และอาจพบในแมวประมาณ 12.5% (Ravens et al., 2014) ทั้งนี้อัตราการแพ้อาหารจริงค่อนข้างต่ำ โดยมีความชุกอยู่ที่ 1–2% ในสุนัขและ <1% ในแมว แต่จะสูงขึ้นในสุนัขที่มีอาการคันเรื้อรัง (Olivry & Mueller, 2017) นอกจากนี้รายงานของคณะกรรมการโรคภูมิแพ้สัตว์แห่งสากล (International Committee on Allergic Diseases of Animals, ICADA) ได้ให้นิยามใหม่แก่ CAD ว่าเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่มีอาการคัน เกิดจากกรรมพันธุ์และเกิดขึ้นเมื่อมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างอาการผิดปกติของผิวหนัง การไวของการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ และความไม่สมดุลของจุลชีพในร่างกาย (Eisenschenk et al., 2024)


กลไกของการเกิดโรคภูมิแพ้ในสุนัขและแมว

          โรคภูมิแพ้ในสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่เป็นปฏิกิริยาภูมิไวเกินชนิดที่ 1 (IgEmediated hypersensitivity) กระบวนการเริ่มจากสารก่อภูมิแพ้ที่เข้าสู่ร่างกายถูกเซลล์เดนไดรต์จับและนำเสนอให้กับเซลล์ T-helper ชนิด 2 (TH2) เมื่อได้รับสัญญาณจาก interleukin4 และ IL13 เซลล์ B จะเปลี่ยนการสร้างแอนติบอดีไปเป็น IgE  เซลล์ B เหล่านี้อาจอยู่ในต่อมน้ำเหลืองหรือในเยื่อบุของระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหารซึ่งเป็นที่เกิดโรคเฉพาะแห่ง  โดย IgE ที่สร้างขึ้นจะจับกับตัวรับความไวสูง (FcεRI) บนผิวของ mast cells เมื่อสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกายอีกครั้งและเกิดการจับข้ามระหว่างโมเลกุล IgE บนผิวเซลล์ จะกระตุ้นให้มาสต์เซลล์ปล่อยสารก่ออักเสบ เช่น ฮิสตามีน, prostaglandin D2 และ tumor necrosis factor ซึ่งก่อให้เกิดอาการคัน บวม แดง และดึงดูดเซลล์ TH2 เพิ่มเติมเข้าสู่บริเวณนั้น ภาวะนี้นำไปสู่การอักเสบเฉียบพลันและหากได้รับการกระตุ้นซ้ำ ๆ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อเรื้อรัง (Akdis & Akdis, 2011; Galli & Tsai, 2012) (ภาพที่ 1)

ภาพที่ 1 กลไกการเกิดโรคภูมิแพ้


อาการทางคลินิกในสุนัขและแมว

          อาการทั่วไปของภาวะภูมิแพ้ในสุนัข ได้แก่ การจาม อาเจียน ผิวหนังแดงหรือเป็นขุย ขนร่วง คันตาหรือน้ำตาไหล นอนกรน อุ้งเท้าบวม และการเลียตัวหรือเลียอุ้งเท้าอย่างต่อเนื่อง นอกจากอาการเหล่านี้จะทำให้สุนัขรู้สึกไม่สบายตัวแล้ว ภูมิแพ้ยังอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อยีสต์บริเวณผิวหนังและช่องหู (Rosser, 2004) (ภาพที่ 2) อาการของภาวะภูมิแพ้ในแมวอาจพบได้หลายรูปแบบ เช่น การจาม อาเจียน ผิวหนังแดงหรือเป็นขุย ขนร่วง คันตาหรือน้ำตาไหล นอนกรนจากการอักเสบของลำคอ อุ้งเท้าบวม รวมถึงการเลียตัวหรือเลียบริเวณเดิมซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง (ภาพที่ 3)

ภาพที่ 2 อาการทั่วไปของภาวะภูมิแพ้ในสุนัข
(ที่มา https://nextmune.com/vet/blog-news/dog-allergies-101)

 

ภาพที่ 3 อาการทั่วไปของภาวะภูมิแพ้ในแมว
(ที่มา https://nextmune.com/vet/blog-news/cat-allergies-101)

 

สารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อยในสุนัข
          สารหลายชนิดสามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะภูมิแพ้ในสุนัขได้ โดยสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย ได้แก่ สารก่อภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อม เช่น ละอองเกสร หญ้า วัชพืช รังแคจากสัตว์ และเชื้อรา นอกจากนี้ ยังพบสารก่อภูมิแพ้อื่น ๆ ได้บ่อย เช่น แมลง ปรสิต หมัด ไร รวมถึงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและผงซักฟอกที่ใช้ภายในบ้าน (Hensel et al., 2015) อาหารก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สามารถก่อให้เกิดภูมิแพ้ในสุนัขได้ โดยมีรายงานว่าอาการแพ้อาหารคิดเป็นประมาณ 10% ของภาวะภูมิแพ้ในสุนัขทั้งหมด (Rosser, 2004) ภูมิแพ้อาหารมักแสดงอาการได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากเจ้าของสุนัขส่วนใหญ่มักให้อาหารชนิดเดิมอย่างต่อเนื่องและไม่ค่อยเปลี่ยนสูตรอาหารให้สัตว์เลี้ยง ในทางตรงกันข้าม ภูมิแพ้ที่ไม่ได้เกิดจากอาหารมักมีลักษณะเป็นช่วง ๆ และสัมพันธ์กับฤดูกาลหรือสภาพภูมิอากาศ เช่น ภูมิแพ้จากละอองเกสรมักแสดงอาการเด่นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นช่วงที่มีปริมาณละอองเกสรสูง ส่วนภูมิแพ้จากการถูกหมัดกัดพบได้บ่อยในพื้นที่ที่มีอากาศอบอุ่นและอยู่ในระดับความสูงต่ำ (Hensel et al., 2015)


สารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อยในแมว
          สารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยที่สุดในแมวมักมาจากสิ่งแวดล้อม เช่น ละอองเกสร หญ้า วัชพืช รังแคจากสัตว์ และเชื้อรา นอกจากนี้ ยังมีสารก่อภูมิแพ้อื่น ๆ ที่พบได้บ่อย เช่น แมลง ปรสิต หมัด ไร รวมถึงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดภายในบ้าน ผงซักฟอก และน้ำหอม (Hensel et al., 2015) อาหารเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะภูมิแพ้ในแมวได้ โดยมีรายงานว่าอาการแพ้อาหารคิดเป็นประมาณ 10–20% ของภาวะภูมิแพ้ในแมวทั้งหมด (Hill, 1999) ภูมิแพ้อาหารมักแสดงอาการได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากเจ้าของแมวส่วนใหญ่มักให้อาหารชนิดเดิมอย่างต่อเนื่อง และไม่ค่อยเปลี่ยนชนิดหรือสูตรอาหารของสัตว์เลี้ยง ในทางตรงกันข้าม ภูมิแพ้ที่ไม่ได้เกิดจากอาหารมักมีลักษณะเป็นช่วง ๆ และสัมพันธ์กับฤดูกาลหรือสภาพภูมิอากาศ เช่น ภูมิแพ้จากละอองเกสรมักแสดงอาการชัดเจนในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นช่วงที่มีปริมาณละอองเกสรสูง ขณะที่ภูมิแพ้จากหมัดพบได้บ่อยในพื้นที่ที่มีอากาศอบอุ่นและอยู่ในระดับความสูงต่ำ (Hensel et al., 2015)


วิธีการวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ในสัตว์เลี้ยง
การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังแบบ Intradermal Testing (IDT)
          การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังแบบ Intradermal Testing (IDT) เป็นวิธีมาตรฐาน (gold standard) ที่ช่วยให้สัตวแพทย์ประเมินสารก่อภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อม เช่น ละอองเกสร เชื้อรา ไร แมลง และรังแคจากสัตว์ เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดจำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้ หรือการฉีดวัคซีนภูมิแพ้เฉพาะราย โดยทั่วไป การทดสอบนี้ควรทำหลังจากสัตวแพทย์ได้แยกสาเหตุอื่น ๆ ของโรคผิวหนังคันออกแล้ว การทำ IDT ในสัตว์เลี้ยงมีหลักการคล้ายกับการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังในคน อย่างไรก็ตาม สัตว์เลี้ยงจำเป็นต้องได้รับยาซึมและมีการโกนขนบริเวณที่จะทำการทดสอบ ขั้นตอนการทดสอบจะเริ่มจากการโกนขนบริเวณด้านข้างของทรวงอกให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม จากนั้นทำเครื่องหมายเป็นจุดเล็ก ๆ เรียงเป็นแนวบนผิวหนังที่โกนขนไว้ เพื่อระบุตำแหน่งสำหรับการฉีดสารก่อภูมิแพ้แต่ละชนิด ต่อมาจะฉีดสารก่อภูมิแพ้หลายชนิดเข้าไปในชั้นผิวหนัง แล้วบันทึกขนาดของตุ่มนูนหรือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นบริเวณตำแหน่งฉีด (ภาพที่ 4) กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 30 นาที ทั้งนี้ การทดสอบ IDT ใช้สำหรับประเมินภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อมหรือโรคผิวหนังภูมิแพ้ชนิด atopic dermatitis ไม่ได้ใช้สำหรับการวินิจฉัยภูมิแพ้ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร (Skin Testing - Texas A&M Veterinary Medical Teaching Hospital)

ภาพที่ 4 การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังแบบ Intradermal Testing
(ที่มา https://www.animaldermatology.com/services/allergy-testing)

 

การทดสอบสารก่อภูมิแพ้ในเลือด (Serum allergy test)
การตรวจภูมิแพ้จากเลือดเป็นการทดสอบภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง โดยตรวจหาแอนติบอดีที่เรียกว่า Immunoglobulin E หรือ IgE ในเลือด (ภาพที่ 5) แอนติบอดีเป็นโปรตีนที่ระบบภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อสารบางชนิด เมื่อร่างกายเกิดภาวะภูมิแพ้ มักมีการสร้าง IgE เพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้นั้น

          การตรวจภูมิแพ้จากเลือดแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
                  1.การตรวจ Total IgE
                          a.เป็นการตรวจวัดปริมาณ IgE ทั้งหมดในเลือด การตรวจชนิดนี้ไม่สามารถระบุได้ว่าสัตว์แพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใด และมีความไวในการตรวจไม่สูงมาก ดังนั้น สัตว์บางรายที่มีอาการภูมิแพ้ไม่ชัดเจนหรือมีระดับภูมิแพ้ต่ำ อาจมีค่า Total IgE อยู่ในระดับปกติได้
                  2.การตรวจ Specific IgE
                          a.เป็นการตรวจวัดระดับ IgE ในเลือดที่ตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้จำเพาะแต่ละชนิด การตรวจชนิดนี้มีความไวมากกว่าการตรวจ Total IgE และช่วยประเมินได้ว่า สัตว์มีการตอบสนองทางภูมิแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดใดเป็นพิเศษ

ภาพที่ 5 การตรวจหา Allergen IgE ในเลือด
(ที่มา https://www.animaldermatology.com/services/allergy-testing)


หลักการของชุดตรวจ PROTIA ANITIA
          ชุดตรวจ PROTIA ANITIA Canine IgE และ ANITIA Feline IgE เป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติการแบบ in vitro สำหรับประเมินระดับ allergen-specific IgE ในตัวอย่าง serum ของสุนัขและแมว โดยใช้หลักการ enzyme immunoassay หรือ line blot immunoassay ที่มี allergen หลายชนิดถูกตรึงอยู่บนแผ่น membrane เมื่อตัวอย่าง serum มี IgE จำเพาะต่อ allergen ใด IgE จะจับกับ allergen นั้น จากนั้นระบบตรวจจับด้วย antibody และ enzyme reaction จะทำให้เกิดสัญญาณสีที่เครื่องอ่านสามารถประเมินเป็นระดับผลตรวจได้ (ภาพที่ 6) จุดเด่นของการตรวจรูปแบบนี้คือสามารถประเมิน allergen ได้หลายรายการในครั้งเดียว โดย panel ของสุนัขและแมวครอบคลุมกลุ่ม allergen ที่พบได้บ่อย เช่น ไรฝุ่น ไรในคลังอาหาร เกสรจากหญ้า วัชพืช และต้นไม้ เชื้อรา แมลง รังแคสัตว์ รวมถึงสารที่เกี่ยวข้องกับอาหารหลายชนิด การมีข้อมูลหลายกลุ่ม allergen ช่วยให้สัตวแพทย์เห็นภาพรวมของ sensitization profile ของสัตว์แต่ละตัว และสามารถนำไปประกอบการวางแผนดูแลแบบรายตัวได้ดีขึ้น ในประเทศไทยมีบริการตรวจ ANITIA ผ่านแผนกโรคภูมิแพ้ในสัตว์ของบริษัท เอส ไบโอเทค จำกัด และมีแบบฟอร์มส่งตัวอย่างออนไลน์เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดส่งตัวอย่าง

ภาพที่ 6 หลักการของชุดตรวจ PROTIA ANITIA


การแปลผลและความสำคัญเชิงคลินิก
          ค่าที่ได้จากการตรวจ IgE เฉพาะจะถูกแบ่งเป็นระดับ class 0–3 แสดงปริมาณแอนติบอดี IgE ที่สัตว์มีต่อสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งค่าที่สูงกว่าแสดงการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันมากขึ้น อย่างไรก็ตามควรใช้ข้อมูลจากผลตรวจร่วมกับประวัติและอาการคลินิก เพราะสัตว์บางตัวอาจมีผลบวกแต่ไม่แสดงอาการ ดังนั้นการปรึกษากับสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและการพิจารณาบริบทของสัตว์แต่ละตัวจึงจำเป็น

บริการตรวจหาภูมิแพ้สารก่อภูมิแพ้ในสัตว์เลี้ยง
          บริษัท เอส ไบโอเทค จำกัด ให้บริการตรวจหาแอนติบอดีชนิด IgE ที่จำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้ โดยครอบคลุมประเภทของสารก่อภูมิแพ้ต่าง เช่น สิ่งแวดล้อม แมลง อาหาร รวมถึงรังแคจากสัตว์ ปัจจุบันทางห้องปฏิบัติการสามารถตรวจตัวอย่างซีรัมได้จากสุนัข แมว และม้า โดยมีรายการทดสอบ Canine IgE I 64 และ Canine IgE II 61 รายการสำหรับสุนัข (ภาพที่ 7) รายการทดสอบ Feline IgE I 64 และ Feline IgE II 61 รายการสำหรับแมว (ภาพที่ 8) และรายการทดสอบ Equine IgE I 60 และ Equine IgE II 60 รายการสำหรับม้า

ภาพที่ 7 รายการทดสอบสารก่อภูมิแพ้ในสุนัข
 

ภาพที่ 8 รายการทดสอบสารก่อภูมิแพ้ในแมว

 

ภาพที่ 8 รายการทดสอบสารก่อภูมิแพ้ในม้า

 

แนะนำผลิตภัณฑ์: บริการตรวจโรคภูมิแพ้ในสัตว์

 

 

บริการตรวจโรคภูมิแพ้ในสัตว์

Brand : PROTIA



  หมายเหตุสำหรับสัตวแพทย์ :
สำหรับการสั่งซื้อ กรุณาติดต่อทีมขายหรือฝ่ายบริการลูกค้าเพื่อรับคำปรึกษาและรายละเอียดการสั่งซื้อ

 

แหล่งที่มา : 

1.Akdis, C. A., & Akdis, M. (2011). Mechanisms of allergen-specific immunotherapy. Journal of Allergy and Clinical Immunology, 127(1), 18-27. https://doi.org/10.1016/j.jaci.2010.11.030

2.Eisenschenk, M. C., Hensel, P., Saridomichelakis, M. N., Tamamoto‐Mochizuki, C., Pucheu‐Haston, C. M., & Santoro, D. (2024). Introduction to the ICADA 2023 canine atopic dermatitis pathogenesis review articles and updated definition. Veterinary dermatology, 35(1).

3.Galli, S. J., & Tsai, M. (2012). IgE and mast cells in allergic disease. Nat Med, 18(5), 693-704. https://doi.org/10.1038/nm.2755

4.Hensel, P., Santoro, D., Favrot, C., Hill, P., & Griffin, C. (2015). Canine atopic dermatitis: detailed guidelines for diagnosis and allergen identification. BMC Vet Res, 11, 196. https://doi.org/10.1186/s12917-015-0515-5

5.Hill, P. (1999). Diagnosing cutaneous food allergies in dogs and cats‐some practical considerations. In Practice, 21(6), 287-294.

6.Olivry, T., & Mueller, R. S. (2017). Critically appraised topic on adverse food reactions of companion animals (3): prevalence of cutaneous adverse food reactions in dogs and cats. BMC Veterinary Research, 13(1), 51. https://doi.org/10.1186/s12917-017-0973-z

7.Ravens, P. A., Xu, B. J., & Vogelnest, L. J. (2014). Feline atopic dermatitis: a retrospective study of 45 cases (2001–2012). Veterinary dermatology, 25(2), 95-e28.

8.Reedy, L. M., & Miller, W. H. (1989). Allergic skin diseases of dogs and cats.

9.Rosser, E. J., Jr. (2004). Causes of otitis externa. Veterinary Clinics: Small Animal Practice, 34(2), 459-468. https://doi.org/10.1016/j.cvsm.2003.10.006

10.Skin Testing - Texas A&M Veterinary Medical Teaching Hospital. https://vethospital.tamu.edu/small-animal/dermatology/skin-testing/


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy